2005/Nov/11

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย

พระพุทธศาสนาเจริญเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สมัยพระเจ้ามิลินท์หรือ พระเจ้าเมนันเดอร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์เชื้อสายกรีก ที่มาปกครองอินเดียอยู่ระยะหนึ่ง ขอเล่าความย้อนต้นไปสักเล็กน้อยว่า

เมื่อ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ยกทัพเข้ารุกรานอินเดีย และเลิกทัพกลับไปนั้น แคว้นที่ทรงตีได้แล้ว ก็โปรดให้แม่ทัพทนายกองของพระองค์ปกครองดูแล ทิ้งกองทหารกรีกไว้บางส่วน ฝรั่งชาติกรีกเหล่านี้ได้ตั้งเป็นอาณาจักรอิสระขึ้น

เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สวรรคตแล้ว อาณาจักรที่มีกำลังมากคือ อาณาจักรซีเรีย และ อาณาจักรบากเตรีย (ปัจจุบันคือ เตอรกี และ อัฟกานิสถาน )

ครั้นถึง พ.ศ. ๓๙๒ พระเจ้าเมนันเดอร์ หรือที่เรียกในคัมภีร์บาลีว่า พระเจ้ามิลินท์ ยกกองทัพตีเมืองต่าง ๆ แผ่พระราชอำนาจลงมาถึงตอนเหนือ

พระองค์เดิมทีมิได้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงขัดขวางการขยายตัวของพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป เนื่องจากทรงแตกฉานวิชาไตรเพท (ของพราหมณ์) และศาสนาปรัชญาต่าง ๆ รวมทั้งพุทธศาสนาด้วย พระองค์จึงประกาศโต้วาทีกับนักบวชในลัทธิศาสนาต่าง ๆ ในเรื่องศาสนาและปรัชญาปรากฏ ว่าไม่มีใครสู้พระองค์ได้

พระเจ้ามิลินท์แห่งวงศ์โยนก ในเวลานั้นชาวเมืองเรียกว่า ชาวโยนก แต่ชาวอินเดียเรียก ยะวะนะ หมายถึงพวกไอโอเนีย (แคว้นไอโอเนียอยู่ทางตะวันตกของเอเชียไมเนอร์) เมืองสาคลนครตั้งอยู่ในแคว้นคันธาระ (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย) ดังนี้

มิลินทปัญา วรรคที่ ๑ ปัญหาที่ ๑ ถามชื่อ

ครั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์ได้เสด็จไปหาพระนาคเสนแล้ว ทรงปราศรัยพอให้เกิดความร่าเริงยินดีแล้วก็ประทับนั่ง ฝ่ายพระนาคเสนก็แสดงความชื่นชมยินดี ทำให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามิลินท์

ลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสถามปัญหาข้อแรกต่อพระนาคเสนขึ้นว่า

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมประสงค์จะสนทนาด้วย

พระนาคเสนถวายพระพรตอบว่า

เชิญสนทนาเถิด มหาบพิตร อาตมภาพใคร่จะฟัง

โยมสนทนาแล้ว ขอผู้เป็นเจ้าจงฟังเถิด

อาตมภาพฟังอยู่แล้ว มหาบพิตรเชิญเจรจาเถิด

พระผู้เป็นเจ้าได้ฟังว่าอย่างไร

ก็มหาบพิตรเจรจาว่าอย่างไร

โยมจะถามพระผู้เป็นเจ้า

จงถามเถิด มหาบพิตร

โยมถามแล้ว

อาตมภาพก็แก้แล้ว

พระผู้เป็นเจ้าแก้ว่าอย่างไร

ก็มหาบพิตรถามว่าอย่างไร

เมื่อพระเถระตอบอย่างนี้แล้ว พวกโยนกเสนาทั้ง ๕๐๐ ก็เปล่งเสียงสาธุการถวายพระนาคเสน แล้วกราบทูลพระเจ้ามิลินท์ว่า

ข้าแต่มหาราชเจ้า คราวนี้ขอพระองค์จงตรัสถามปัญหาต่อไปเถิด พระเจ้าข้า

เริ่มมีปัญหาเพราะชื่อ

ในกาลครั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสถามปัญหาต่อพระนาคเสนยิ่งขึ้นไปว่า

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมดาผู้จะสนทนากัน เมื่อไม่รู้จักนามและโคตรของกันและกันเสียก่อน เรื่องสนทนาก็จะไม่มีขึ้น เรื่องที่พูดกันก็จักไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นโยมจึงขอถามพระผู้เป็นเจ้าว่า พระผู้เป็นเจ้าชื่ออะไร

พระนาคเสนตอบว่า

ขอถวายพระพร เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายเรียกอาตมภาพว่า นาคเสน ส่วนมารดาบิดาเรียกอาตมภาพว่า นาคเสนก็มี วีรเสนก็มี สุรเสนก็มี สีหเสนก็มี

มี

ก็แต่ว่าชื่อที่เพื่อนพรหมจารีเรียกอาตมภาพว่า นาคเสน นี้เพียงเป็นชื่อบัญญัติขึ้น เพื่อให้เข้าใจกันได้เท่านั้น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนผู้ใดจะอยู่ในชื่อนั้น

ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสขึ้นว่า

ขอให้ชาวโยนกทั้ง ๕๐๐ นี้ และพระภิกษุสงฆ์ ๘ หมื่นองค์นี้ จงฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด พระนาคเสนนี้กล่าวว่า เพื่อนพรหมจรรย์เรียกอาตมภาพว่า นาคเสน ก็แต่ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอันใดอยู่ในคำว่า นาคเสนนั้น ดังนี้

ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่แล้ว บุคคลเหล่าใดถวายบาตร จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และวัตถุที่เก็บเภสัชไปแล้ว บุญกุศลก็ต้องไม่มีแก่บุคคลเหล่านั้นน่ะซิ

ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่า จะฆ่าพระผู้เป็นเจ้าโทษปาณาติบาตก็เป็นอันไม่มีน่ะซิ ถ้าบุคคลตัวตนเราเขาไม่มีอยู่แล้ว ก็ใครเล่าจะถวายจีวร อาหาร ที่อยู่ ยา และที่ใส่ยา แก่พระผู้เป็นเจ้า

ใครเล่าจะบริโภคสิ่งเหล่านั้น ใครเล่ารักษาศีล ใครเล่ารู้ไปในพระไตรปิฎก ใครเล่าเจริญภาวนา ใครเล่ากระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล นิพพาน

ใครเล่ากระทำปาณาติบาต ใครเล่ากระทำอทินนาทาน ใครเล่าประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร ใครเล่ากล่าวมุสาวาท ใครเล่าดื่มสุราเมรัย ใครเล่ากระทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕

เพราะฉะนั้น ถ้าสัตว์บุคคลตัวตนไม่มีแล้ว กุศลก็ต้องไม่มี อกุศลก็ต้องไม่มี ผู้ทำหรือผู้ให้ทำซึ่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี

ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ใดฆ่าพระผู้เป็นเจ้าโทษปาณาติบาตก็ไม่มีแก่ผู้นั้น เมื่อถืออย่างนั้นก็เป็นอันว่าอาจารย์ของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มี อุปัชฌาย์ของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มีอุปสมบทของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มี

คำใดที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้ว่า พวกเพื่อนพรหมจรรย์เรียกอาตมภาพว่า นาคเสน อะไรเป็นนาคเสนในคำนั้น เมื่อโยมถามพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างนี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ยินเสียงถามอยู่หรือไม่

ถามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย พระนาคเสนตอบว่า

ขอถวายพระพร อาตมภาพได้ยินเสียงถามอยู่

ถ้าพระผู้เป็นเจ้าได้ยินเสียงถามอยู่ คำว่า นาคเสน ก็มีอยู่ในชื่อนั้นน่ะซิ

ไม่มี มหาบพิตร

ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้นโยมขอถามต่อไปว่า ผมของพระผู้เป็นเจ้าหรือ ...เป็นนาคเสน

ไม่ใช่ มหาบพิตร

ขนหรือ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่

เล็บหรือ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่

ฟันหรือ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่

หนังหรือ ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่

เนื้อหรือ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่

เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร สมองศีรษะ เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ...เป็นนาคเสน

ไม่ใช่ มหาบพิตร

ถ้าอย่างนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือ.....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่ มหาบพิตร

ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่นอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือ....เป็นนาคเสน

ไม่ใช่ มหาบพิตร

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เมื่อโยมถามพระผู้เป็นอยู่ ก็ไม่ได้ความว่าอะไรเป็นนาคเสนเป็นอันว่า พระผู้เป็นเจ้าพูดเหลาะแหละพูดมุสาวาท

พระนาคเสน กล่าวแก้ด้วยราชรถ เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสอย่างนี้แล้ว พระนาคเสนองค์อรหันต์ ผู้สำเร็จปฏิสัมภิทาญาณ ผู้ได้อบรมเมตตามาแล้ว จึงนิ่งพิจารณาซึ่งวาระจิตของพระเจ้ามิลินท์อยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า

มหาบพิตรเป็นผู้มีความสุขมาแต่กำเนิดมหาบพิตรได้เสด็จออกจากพระนครในเวลาร้อนเที่ยงวันอย่างนี้ มาหาอาตมภาพได้เสด็จมาด้วยพระบาท ก้อนกรวดเห็นจะถูกพระบาทให้ทรงเจ็บปวด

พระกายของพระองค์เห็นจะทรงลำบากพระหฤทัยของพระองค์เห็นจะเร่าร้อน ความรู้สึกทางพระวรกายของพระองค์ เห็นจะประกอบกับทุกข์เป็นแน่ เพราะเหตุไร อาตมภาพจึงว่าอย่างนี้

เพราะเหตุว่า มหาบพิตรมีพระหฤทัยดุร้าย ได้ตรัสพระวาจาดุร้าย มหาบพิตรคงได้เสวยทุกขเวทนาแรงกล้า อาตมาจึงขอถามว่า มหาบพิตรเสด็จมาด้วยพระบาท หรือด้วยราชพาหนะอย่างไร

พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสตอบว่า

ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่ได้มาด้วยเท้า โยมมาด้วยรถต่างหาก

พระนาคเสนเถระจึงกล่าวประกาศขึ้นว่า

ขอพวกโยกนกทั้ง ๕๐๐ กับพระภิกษุ ๘ หมื่นองค์นี้ จงฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า คือพระเจ้ามิลินท์นี้ได้ตรัสบอกว่า เสด็จมาด้วยรถข้าพเจ้าจะขอถามพระเจ้ามิลินท์ต่อไป

กล่าวดังนี้แล้ว จึงถามว่า

มหาบพิตรตรัสว่า เสด็จมาด้วยรถจริงหรือ

พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า

เอ...ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมว่ามาด้วยรถจริง

พระเถระจึงซักถามต่อไปว่า

ถ้ามหาบพิตรเสด็จมาด้วยรถจริงแล้ว ขอจงตรัสบอกอาตมภาพเถิดว่า งอนรถหรือ...เป็นรถ

ไม่ใช่ พระผู้เป็นเจ้า

ถ้าอย่างนั้น เพลารถหรือ ...เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในเพลาหรือ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น ล้อรถหรือ...เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในล้อรถหรือ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น ไม้ค้ำรถหรือ...เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น กงรถหรือ...เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น เชือกหรือ....เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในเชือกหรือ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น คันปฏักหรือ...เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในคันปฏักหรือ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้นแอกรถหรือ....เป็นรถ

ไม่ใช่

ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในแอกหรือ

ไม่ใช่

ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่เล็งเห็นว่า สิ่งใดเป็นรถเลย เป็นอันว่ารถไม่มี เป็นอันว่ามหาบพิตรตรัสเหลาะแหละเหลวไหล มหาบพิตรเป็นพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปนี้ เหตุไรมหาบพิตรจึงตรัสเหลาแหละเหลวไหลอย่างนี้

เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกโยนข้าราชบริพารทั้ง ๕๐๐ นั้น ก็พากันเปล่งเสียงสาธุการขึ้นแก่พระนาคเสนเถระแล้ว กราบทูลพระเจ้ามิลินท์ขึ้นว่า

ขอมหาราชเจ้าจงทรงแก้ไขไปเถิดพระเจ้าข้า

พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสขึ้นว่า

ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่ได้พูดเหลาะแหละเหลวไหล การที่เรียกว่ารถนี้ เพราะอาศัยเครื่องประกอบรถทั้งปวง คืองอนรถ เพลารถ ล้อรถ ไม้ค้ำรถ กงรถ เชือกขับรถ เหล็กปฏัก ตลอดถึงแอกรถ มีอยู่พร้อม จึงเรียกว่ารถได้

พระเถระจึงกล่าวว่า

ถูกแล้ว มหาบพิตร ข้อที่อาตมภาพได้ชื่อว่า นาคเสน ก็เพราะอาศัยเครื่องประกอบด้วยอวัยวะทุกอย่าง คือ อาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น อันจำแนกแจกออกไปเป็นขันธ์ ธาตุอายตนะทั้งปวง

ข้อนี้ถูกตามถ้อยคำของ นางปฏาจาราภิกษุณี ผู้เป็นพระอรหันต์ กล่าวขึ้นในที่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

อันที่เรียกว่ารถ เพราะประกอบด้วยเครื่องรถทั้งปวงฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ก็สมมุติเรียกกันว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาฉันนั้น ดังนี้ขอถวายพระพร

พระเจ้ามิลินท์ทรงฟังแก้ปัญหาจบลง น้ำพระทัยของพระบาทท้าวเธอปรีดาปราโมทย์ ออกพระโอษฐ์ตรัสซ้องสาธุการว่า

สาธุ...พระผู้เป็นเจ้าช่างแก้ปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ กล่าวปัญหาเปรียบเทียบอุปมาด้วยปฏิภาณอันวิจิตรยิ่ง ให้คนทั้งหลายคิดเห็นกระจ่างแจ้งถูกต้องดีแท้ ถ้าพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ก็จะต้องทรงสาธุการเป็นแน่

Comment

Comment:

Tweet


พูดคุยเรื่องรถที่
http://clubrot.com/cars
#2 by เที่ยวไทย At 2007-09-12 08:55,
ยคิดเห็นกระจ่างแจ้งถูกต้องดีแท้ ถ้าพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ก็จะต้องทรงสาธุการเป็นแน่”
#1 by student health insurance (131.107.0.73) At 2006-06-01 04:02,